Translate

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

ประเภทของคอมพิวเตอร์


ประเภทของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนาน    มาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว



จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง       มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ

หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากนั้นเป็นต้นมาได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาดทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริงโดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค

1. ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501
2. ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506
3. ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512
4. ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532
5. ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน


จากประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้

แบ่งตามหลักการประมวลผล
จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ


คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer)



คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer) หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง(Continuous Data)แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัทม์ และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาวโดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัดการวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้วนอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ Analog Computer ที่ใช้การประมวลผลแบบเป็นขั้นตอน เช่น เครื่องวัดปริมาณการใช้น้ำด้วยมาตรวัดน้ำที่เปลี่ยนการไหลของน้ำให้เป็นตัวเลขแสดงปริมาณอุปกรณ์วัดความเร็วของรถยนต์ในลักษณะเข็มชี้ หรือเครื่องตรวจคลื่นสมองที่แสดงผลเป็นรูปกราฟ เป็นต้น


คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)



คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)  ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปนั่นเอง เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลา (Clock Time) มาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้นเนื่องจากDigital Computerต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรงจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไปโดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล(Converter)คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูลระหว่างDigital Signal กับ Analog Signal


คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)


เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสานระหว่างAnalogComputerและDigitalComputer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจโดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศที่ใช้Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยานและใช้ Digital Computerในการคำนวณระยะทางเป็นต้นการทำงานแบบผสมผสานของคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ ยังคงจำเป็นต้องอาศัยตัวเปลี่ยนสัญญาณ (Converter) เช่นเดิม


แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer)



เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่ถูกออกแบบตัวเครื่องและโปรแกรมควบคุมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ(Inflexible)โดยทั่วไปมักใช้ในงานควบคุม หรืองานอุตสาหกรรมที่เน้นการประมวลผลแบบรวดเร็วเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจรคอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟท์ หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติในรถยนต์ เป็นต้น


เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer)




เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน(Flexible)โดยได้รับการออกแบบให้สามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทต่างๆได้โดยสะดวก โดยระบบจะทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาและเมื่อผู้ใช้ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรียกโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใช้งานโดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลายโปรแกรมในเครื่องเดียวกันได้เช่นในขณะหนึ่งเราอาจใช้เครื่องนี้ในงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบัญชีและในขณะหนึ่งก็สามารถใช้ในการออกเช็คเงินเดือนได้ เป็นต้น


แบ่งตามความสามารถของระบบ
จำแนกออกได้เป็น4ชนิดโดยพิจารณาจากความสามารถในการเก็บข้อมูลและความเร็วในการประมวลผลเป็น      
หลักดังนี้

ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)



ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อนและต้องการความเร็วสูง เช่นงานวิจัยขีปนาวุธงานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น


เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)



เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำและความเร็วน้อยลง สามารถใช้ข้อมูลและคำสั่งของเครื่องรุ่นอื่นในตระกูล(Family)เดียวกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใดๆนอกจากนั้นยังสามารถทำงานในระบบเครือข่าย(Network)ได้เป็นอย่างดีโดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่องปลายทาง (Terminal) จำนวนมากได้สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายงาน(Multi Tasking)และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (MultiUser)ปกติเครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท ตัวอย่างของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็คือคอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ ATM และสาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง 


มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)


มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคาแพง ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลงเรียกว่าเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง(Harddisk)ในการเก็บรักษาข้อมูลสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วหน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ได้แก่ กรมกองมหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาลและ 
โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ


ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)



ไมโครคอมพิวเตอร์(Micro Computer)หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กมีส่วนของหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุดสามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียวจึงมักถูกเรียกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)



เข้าถึงข้อมูลได้ที่ 




เครือข่ายมือถือ 4G/LTE กับความเสี่ยงต่อสุขภาพ

                                            

เครือข่ายมือถือ 4G/LTE กับความเสี่ยงต่อสุขภาพ


ปัจจุบันมีการแข่งขันกันของบริษัททางเทคโนโลยีอย่างดุเดือด และมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายเพื่อให้โลกใบนี้สะดวกสบายมากขึ้นทราบว่ามีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่เสนอเทคโนโลยีที่น่าใช้มาให้เรามากมาย เราก็วิ่งตามกระแสความนิยม โดยลืมคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่ามันจำเป็น   หรือไม่ และมีข้อเสียอะไรต่อตัวเราหรือเปล่า หลายคนคงตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่ ก็เราไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องเลวร้ายของเทคโนโลยีพวกนี้เลยนี่นา ...แต่ความจริงแล้วคือ มีค่ะ ไม่ว่าจะเป็น 3G / 4G หรือ wireless ล้วนแล้วแต่มีโทษต่อสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น มีงานวิจัยมากมาย บอกว่าเทคโนโลยีพวกนี้ส่งผลเสียอย่างไร เพียงแต่ไม่มีใครเปิดเผยข้อมูลให้เรารับรู้เท่านั้นเอง

4G ต้องการเชื่อมต่อกับเราตลอดเวลา

ตั้งแต่อินเตอร์เน็ตถูกพัฒนาขึ้นมาจนใช้อย่างแพร่หลาย โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็ถูกพัฒนาตามมา           จนเสมือนเป็นของคู่กันจากที่โทรศัพท์มือถือใช้เพียงแค่โทรอย่างเดียว ตอนนี้ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมาย จนมีคุณสมบัติน่าทึ่ง ทั้งถ่ายรูป ส่งข้อความ รวมไปถึงมีหน้าจอและสามารถทำงานได้เช่นเดียวกันคอมพิวเตอร์       ซึ่งตอนนี้ 4G กำลังได้รับความนิยมเพราะเป็นเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ล่าสุด แม้ว่าแบนวิธ(พื้นที่ในการใช้ข้อมูล)     จะเพิ่มขึ้น แต่มีข้อดีคือมันเร็วกว่า 3G มากในขณะเดียวกันก็แผ่รังสีที่เป็นอันตรายมากขึ้นเช่นกัน

นักออกแบบ 4G ได้สร้าง "เสาอากาศอัจริยะ" เป็นตัวส่งสัญญาณให้ 4G ส่งข้อมูลได้ไวอย่างไม่มีใครทัดเทียม     ทราบว่ามีงานวิจัยออกมาแสดงถึงผลเสียว่าการแผ่สัญญาณเหล่านี้เป็นอันตรายต่อบุคคล 

อาจทำให้เกิดมะเร็งได้

เข้าถึงข้อมูลได้ที่  http://thailand-healthcare.blogspot.com/2014/01/4glte.html

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

4G คืออะไร


4G คืออะไร

4G คือ คำย่อของระบบการสื่อสารไร้สายรุ่นที่4(Fourth-Generation Wireless)เป็นอีกขั้น
ของการสื่อสารเคลื่อนที่แบบBroadbandที่จะออกตามหลังระบบ 3G 
สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี4Gก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ3Gนั่นเอง
โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูง
ถึงหนึ่งแสนล้านดอลล่าร์เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการ
โทรคมนาคมเครือข่าย3Gเพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสาร
แบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำ
ได้ยากกว่าที่คาดไว้และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่
สูงจึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3G 



เทคโนโลยี4Gดีอย่างไร

กำลังเป็นปัญหาร้อนๆในวงการเทคโนโลยีการสื่อสารในประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่เอชเอสพีเอในระบบ3จีทั้งการฟ้องศาลเกี่ยวกับการประมูลการให้บริการที่ไม่ยุติธรรมระหว่างบริษัท กสท กับบริษัทลูกของบริษัททรูคอร์ปอเรชั่นจำกัดปัญหาการเลื่อนเปิดตัวการใช้ 3จีโดยไม่มีกำหนดหรือรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีมั่นใจว่าจะได้ใช้ 3จี เดือนมิถุนายน ปี2554ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริงหรือเปล่าขณะเดียวกันมีการเปิดเผยแผนการทำธุกิจการสื่อสารระหว่าง กสท.โทรคมนาคมจำกัดกับบริษัท อสมท.จำกัด ในการให้บริการโทรศัพท์ในระบบ4จีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จึงมีคำถามกันมาว่าเทคโนโลยี4จีคืออะไรดีอย่างไรและมีประโยชน์ต่อประชาชน
ทั่วไปอย่างไร

เรื่องความเร็วนั้นเร็วกว่า 3G คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ 20-40 Mbps ที่ญี่ปุ่นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้หรือชมตัวอย่างภาพยนตร์ในโทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารต่างๆจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูงสามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยี 4Gก่อนคู่แข่งสามารถสร้างรายได้เข้าสู่องค์กรของตนได้มากขึ้น
เทคโนโลยีการสื่อสารแบบ4จี จึงถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่ใช้พื้นที่กว้างหรือจะทำเป็นเครือข่ายขนาดย่อม ๆได้ จึงทำให้มองเห็นว่าเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 4จี จะมาแทนที่เทคโนโลยีของ Wi-Fi หรือไม่ เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ แต่ประเทศไทยยังคงใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบของ 3G อยู่ จึงยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายไปสู่ยุค 4G เลย เพราะว่า Wimax ระบบสื่อสาร

แห่งอนาคตที่ให้ความยืดหยุ่นสูง สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกล ความเร็วในการสื่อสารสูงสุด
ในขณะนี้


เข้าถึงข้อมูลได้ที่  http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3845
                             http://datacommunicationand.blogspot.com




เทคโนโลยี 4G


เทคโนโลยี 4G



4G (สี่จี หรือ โฟร์จี)กล่าวถึงมาตรฐานโทรศัพท์มือถือที่เป็นรุ่นมาตรฐานที่ต่อจาก 3G และ 2G ซึ่งทรูมูฟเอชเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ซึ่ง4Gจะสามารถเล่นบนคลื่นความถี่ 2100 2500 และ 2600 ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและผู้ให้บริการ ในขณะนี้ประเทศไทยได้มีแค่การรับรองมาตรฐานบนคลื่นความ
ถี่ 2100เท่านั้น ดีแทคเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 รุดหน้าเปิดบริการ 4G LTE จะสามารถเล่นบนคลื่นความถี่ 2100 2500 และ 2600


การประกาศ
 IMT Advanced ที่กำหนดโดยไอทียูที่มีข้อกำหนดว่าอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลต้องมีค่าข้อมูลสูงสุด  ที่ 100 Mbit/s ในช่วง high mobility และ 1 Gbit/s ในช่วง low mobility

เทคโนโลยี LTE ถูกเรียกแทน "4G" โดยแตกต่างกันออกไปเช่น "3.9G" แม้กระนั้นมาตรฐาน LTEในปี 2552 ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของทาง "IMT-Advanced" โดยมีการพัฒนาเป็น LTE Advancedปรับปรุงการใช้งาน ในขณะเดียวกันได้มีการพัฒนา IEEE 802.16m WiMax สำหรับพัฒนาเป็น 4G เช่นกัน


การพัฒนา
การพัฒนาได้มีการจัดทำที่ประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ และเริ่มมีการใช้จริงในประเทศอเมริกาโดยบริษัท Sprintโดยมีระบบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ WiMax มีความเร็วสูงสุดที่ 10 Mbit/s
และในประเทศ สวีเดน บริษัท TeliaSonera ได้มีการขยายการให้บริการไปยังกรุงสตอกโฮล์ม    
ประเทศสวีเดน และกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์


ข้อมูลความเร็วข้างต้นเป็นความเร็วสูงสุดทางทฤษฎีและอาจขึ้นอยู่กับการใช้งานเสาสัญญาณภายนอก   ระยะห่างระหว่างเสาสัญญาณการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์ข้อจำกัดของเทคโนโลยีขนาดของย่านความถี่
 และอื่นๆ







เข้าถึงข้อมูลได้ที่    http://th.wikipedia.org/wiki/4_จี