Translate

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

หน่วยของคอมพิวเตอร์


หน่วยของคอมพิวเตอร์

การวัดขนาดข้อมูลหรือหน่วยวัดความจำ
8 BIT (บิต)         = 1 Byte (ไบต์)                  = 1 ตัวอักษร
1,024 B              = 1 KB (กิโลไบต์)             = 1,024 ตัวอักษร
1,024 KB           = 1 MB (เมกะไบต์)           = 1,048,576 ตัวอักษร
1,024 MB          = 1 GB (กิกะไบต์)             = 1,073,741,824 ตัวอักษร
1,024 GB          = 1 TB (เทระไบต์)             = 1,099,511,627 ตัวอักษร

กิโลไบต์ (Kilobyte) ใช้ตัวย่อว่า KB มีค่าเท่ากับ 1,024 ไบต์ (210 ไบต์) เช่น ถ้าพูดว่า คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำ
64 กิโลไบต์ หมายความว่า มีเนื้อที่ในหน่วยความจำ 65,536 ไบต์ สามารถเก็บตัวอักขระได้ 65,536 ตัวอักขระ

จิกะไบต์ (Gigabyte) หรือ จิกะไบต์ ใช้ตัวย่อว่า GB เป็นหน่วยวัดขนาดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น       
ใช้เป็นหน่วยวัดความจุของหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์
จิกะไบต์ มีขนาดอ้างอิงหลัก ๆ ได้สองอย่างคือ
1 GB = 1,000,000,000 ไบต์ (หนึ่งพันล้านไบต์) ใช้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แลในวิศวกรรมสื่อสาร
1 GB = 1,073,741,824 ไบต์ ซึ่งเท่ากับ 10243 หรือ 230 ไบต์ มีใช้ในระบบปฏิบัติการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 
และวิทยาการคอมพิวเตอร์


บิต (Bit) เป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด ใช้ระบบคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล และทฤษฎีข้อมูล
ข้อมูลหนึ่งบิต มีสถานะที่เป็นไปได้ 2 สถานะ คือ
0 (ปิด)
1 (เปิด)

ในระบบโทรคมนาคม หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความเร็วในการส่งนิยมใช้หน่วยในรูปของ บิตต่อวินาที 
(bps - bits per second)
บิตเป็นหน่วยวัดข้อมูลเล็กที่สุดที่ใช้กันทั่วไปแต่ในขณะนี้มีการวิจัยกันในเรื่องการคำนวณทางควอนตัม 
(quantum computing) ซึ่งใช้หน่วยวัดข้อมูลเป็น คิวบิต (qubit) (quantum bit)
 หน่วยนับ
1 กิโลบิต(Kb)     = 1000 บิต หรือ 1024 บิต
1 เมกะบิต(Mb)   = 1000 กิโลบิต หรือ 1024 กิโลบิต
1 จิกะบิต(Gb)     = 1000 เมกะบิต หรือ 1024 เมกะบิต
1 เทราบิต(Tb)     = 1000 จิกะบิต หรือ 1024 จิกะบิต

ไบต์ (Byte) หมายถึง เนื้อที่ที่คอมพิวเตอร์จัดไว้สำหรับเก็บข้อมูล 1 ตัวอักษรตามรหัสแอสกี (เช่น A, B, C, , , , ง ฯลฯ) หรือจำนวนเต็ม 1 จำนวน (-128 ถึง 127 เมื่อคิดเครื่องหมาย หรือ 0 ถึง 255 เมื่อไม่คิดเครื่องหมาย)โดยปกติแล้ว 1 ไบต์จะประกอบด้วยข้อมูลเลขฐานสองจำนวน 8 บิต และใช้เป็นหน่วยวัดขนาดของหน่วยความจำหรือสื่อบันทึกข้อมูลว่า สามารถเก็บข้อมูลได้กี่ตัวอักษร
ในวิทยาการคอมพิวเตอร์ หน่วยวัดที่ใช้กันนั้น นิยมวัดเป็นกิโลไบต์ (Kilobyte) เมกะไบต์ (Megabyte)        
 จิกะไบต์ (Gigabyte) และเทระไบต์ (Terabyte) ซึ่งแต่ละหน่วยวัดมีค่าตัวคูณต่างกัน 1,024 หรือ 210หน่วยแต่มนุษย์จะประมาณค่าตัวคูณไว้ที่ 1,000 หน่วยเพื่อความสะดวกในการคำนวณ หน่วยวัดแต่ละหน่วยสามารถสรุปได้ดังนี้

 1 กิโลไบต์       = 1,024 ไบต์
1 เมกะไบต์       = 1,048,576 ไบต์ หรือ 1,024 กิโลไบต์
1 จิกะไบต์        = 1,073,741,824 ไบต์ หรือ 1,024 เมกะไบต์
1 เทระไบต์       = 1,099,511,627,776 ไบต์ หรือ 1,024 จิกะไบต์

นอกจากนี้ยังมี เพตะไบต์ (Petabyte) เอกซะไบต์ (Exabyte) เซตตะไบต์ (Zettabyte) และยอตตะไบต์ (Yottabyte) ซึ่งมีค่าตัวคูณ 1,024 หน่วยถัดจากเทระไบต์เป็นต้นไปแต่ยังไม่มีสื่อบันทึกข้อมูลใดสามารถเก็บข้อมูลได้มากขนาดนั้น
ในปัจจุบัน

เทระไบต์ (Terabyte) หรือ เทราไบต์ใช้ตัวย่อว่า TB เป็นหน่วยวัดขนาดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น      
ใช้เป็นหน่วยวัดความจุของหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์
เทระไบต์ มีขนาดอ้างอิงคร่าวๆ คือ

1TB = 1,000,000,000,000 ไบต์ (หนึ่งล้านล้านไบต์) ใช้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์และในวิศวกรรมสื่อสาร หรือเทียบเท่าได้กับ 1,024 GB = 1 TB
ยอตตะไบต์ (Yottabyte) หรือ ยอตตาไบต์ ใช้ตัวย่อว่า YB เป็นหน่วยวัดขนาดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์
 เช่นใช้เป็นหน่วยวัดความจุของหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์

เอกซะไบต์ มีขนาดอ้างอิงคร่าวๆ คือ
1 YB = 1,000,000,000,000,000,000,000,000 ไบต์ (หนึ่งล้านล้านล้านล้านไบต์)ใช้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ และในวิศวกรรมสื่อสารหรือเทียบเท่าได้กับ 1,024 ZB = 1 YB

เซตตะไบต์ (Zettabyte) หรือ เซตตาไบต์ ใช้ตัวย่อว่า ZB เป็นหน่วยวัดขนาดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ 
เช่นใช้เป็นหน่วยวัดความจุของหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์

เอกซะไบต์ มีขนาดอ้างอิงคร่าวๆ คือ
1 ZB = 1,000,000,000,000,000,000,000 ไบต์ (หนึ่งพันล้านล้านล้านไบต์) ใช้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ 
และในวิศวกรรมสื่อสาร หรือเทียบเท่าได้กับ 1,024 EB = 1 ZB
เซตตะไบต์ (Zettabyte) หรือ เซตตาไบต์ ใช้ตัวย่อว่า ZB เป็นหน่วยวัดขนาดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ 
เช่นใช้เป็นหน่วยวัดความจุของหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์




เข้าถึงข้อมูลได้ที่  http://archive.wunjun.com/pairuamkron/9/367.html

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์


องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์



เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกันคือส่วนแรกนั้นจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ หรือที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เช่น จอภาพ ซีพียู คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ส่วนที่สอง เรียกว่า ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงโปรแกรมต่างๆที่ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการส่วนสุดท้ายเรียกว่า พีเพิลแวร์ (Peopleware) ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น พนักงานป้อนข้อมูล, นักเขียนโปรแกรม,นักวิเคราะห์ระบบทั้งสามส่วนนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะไม่สามารถใช้งานได้เลย


1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึงส่วนที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหน่วย      
ต่างๆ 4 หน่วยดังนี้
1.1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
1.2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
1.3. หน่วยความจำ (Memory Unit)
1.4. หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit)

  
สำหรับการทำงานของแต่ละหน่วยสามารถเขียนแผนภาพได้ดังนี้



หน่วยรับข้อมูล
ทำหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคำสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำเพื่อเตรียมประมวลผลข้อมูลตามที่ต้องการซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนำเข้าข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน 
สำหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

แป้นพิมพ์ (Keyboard)
เมาส์ (Mouse)
สแกนเนอร์ (Scanner)
แทร็คบอล (Trackball)
จอยสติ๊ก (Joystick)
จอภาพสัมผัส (Touch Screen)
กล้องดิจิตอล (Digital Camera)




หน่วยประมวลผลกลาง
ทำหน้าที่ในการประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ


หน่วยควบคุม (control unit) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจำของซีพียู ควบคุมกลไกการทำงานทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลาโดยมีสัญญาณนาฬิกาเป็นตัวกำหนดจังหวะการทำงาน
หน่วยคำนวณและตรรกะ (arithmetic and logic unit) เป็นหน่วยที่มีหน้าที่นำเอาข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ เช่น การบวก การลบ การเปรียบเทียบ และ การสลับตัวเลขเป็นการคำนวณทำได้เร็วตามจังหวะการควบคุมของหน่วยควบคุม


หน่วยความจำ
ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้เพื่อประมวลผลและยังเก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย



          - จอภาพ (Monitor)
          - เครื่องพิมพ์ (Printer)
          - ลำโพง (Speaker)
          - พล็อตเตอร์ (Plotter)



2. ซอฟต์แวร์




ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออาจเรียกว่า โปรแกรมก็ได้ ซึ่งหมายถึง คำสั่งหรือชุดของคำสั่ง ซึ่งสามารถใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานเราต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรก็เขียนเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องสั่งเป็นขั้นเป็นตอนและแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วนซึ่งจะเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมามีชื่อเรียกว่าโปรแกรมผู้ที่เขียนโปรแกรมดังกล่าวก็จะเรียกว่านักเขียนโปรแกรม (Programmer) สำหรับการเขียนโปรแกรมนั้นจะต้องใช้ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ 
ซึ่งหมายถึง ภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาเบสิก ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาก็จะนำไปใช้ในงานเฉพาะอย่าง เช่น โปรแกรมสต็อกสินค้าคงคลัง โปรแกรมคำนวณภาษี โปรแกรมคิดเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น


ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
หมายถึงโปรแกรมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับ
ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์



ซอฟต์แวร์ประยุกต์(ApplicationSoftware)
การที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการที่มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กทำให้มีการใช้งานคล่องตัวขึ้นจนในปัจจุบันสามารถนำคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ติดตัวไปใช้งานในที่ต่าง ๆได้สะดวก
การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีผู้พัฒนาเพื่อใช้งานทั่วไปทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้นหรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะซึ่งผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานของตน


3. พีเพิลแวร์ (Peopleware)



พีเพิลแวร์ (Peopleware) หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีหน้าที่และมีความรับผิดชอบแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรู้การฝึกอบรมและประสบการณ์ในการทำงานสำหรับบุคลากรในหน่วยงานจะ
แบ่งออกได้ดังนี้

- ยูสเซอร์ (User)
- นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analyst)
- นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
- วิศวกรคอมพิวเตอร์ (Computer Engineer)


เข้าถึงข้อมูลได้ที่   http://www.ratsada.ac.th/web/web2/page9.html

ประเภทของคอมพิวเตอร์


ประเภทของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนาน    มาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว



จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง       มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ

หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากนั้นเป็นต้นมาได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาดทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริงโดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค

1. ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501
2. ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506
3. ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512
4. ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532
5. ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน


จากประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้

แบ่งตามหลักการประมวลผล
จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ


คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer)



คอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก (Analog Computer) หมายถึง เครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการวัด (Measuring Principle) ทำงานโดยใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่อง(Continuous Data)แสดงออกมาในลักษณะสัญญาณที่เรียกว่า Analog Signal เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักแสดงผลด้วยสเกลหน้าปัทม์ และเข็มชี้ เช่น การวัดค่าความยาวโดยเปรียบเทียบกับสเกลบนไม้บรรทัดการวัดค่าความร้อนจากการขยายตัวของปรอทเปรียบเทียบกับสเกลข้างหลอดแก้วนอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ Analog Computer ที่ใช้การประมวลผลแบบเป็นขั้นตอน เช่น เครื่องวัดปริมาณการใช้น้ำด้วยมาตรวัดน้ำที่เปลี่ยนการไหลของน้ำให้เป็นตัวเลขแสดงปริมาณอุปกรณ์วัดความเร็วของรถยนต์ในลักษณะเข็มชี้ หรือเครื่องตรวจคลื่นสมองที่แสดงผลเป็นรูปกราฟ เป็นต้น


คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)



คอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล (Digital Computer)  ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปนั่นเอง เป็นเครื่องมือประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการนับทำงานกับข้อมูลที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ในลักษณะของสัญญาณไฟฟ้า หรือ Digital Signal อาศัยการนับสัญญาณข้อมูลที่เป็นจังหวะด้วยตัวนับ (Counter) ภายใต้ระบบฐานเวลา (Clock Time) มาตรฐาน ทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าเชื่อถือทั้งสามารถนับข้อมูลให้ค่าความละเอียดสูง เช่นแสดงผลลัพธ์เป็นทศนิยมได้หลายตำแหน่ง เป็นต้นเนื่องจากDigital Computerต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้า (มนุษย์สัมผัสไม่ได้) ทำให้ไม่สามารถรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรงจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลต้นทางที่รับเข้า (Analog Signal) เป็นสัญญาณไฟฟ้า (Digital Signal) เสียก่อน เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้วจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้ากลับไปเป็น Analog Signal เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ต่อไปโดยส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล(Converter)คอยทำหน้าที่ในการเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณข้อมูลระหว่างDigital Signal กับ Analog Signal


คอมพิวเตอร์แบบลูกผสม (Hybrid Computer)


เครื่องประมวลผลข้อมูลที่อาศัยเทคนิคการทำงานแบบผสมผสานระหว่างAnalogComputerและDigitalComputer โดยทั่วไปมักใช้ในงานเฉพาะกิจโดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศที่ใช้Analog Computer ควบคุมการหมุนของตัวยานและใช้ Digital Computerในการคำนวณระยะทางเป็นต้นการทำงานแบบผสมผสานของคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ ยังคงจำเป็นต้องอาศัยตัวเปลี่ยนสัญญาณ (Converter) เช่นเดิม


แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer)



เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่ถูกออกแบบตัวเครื่องและโปรแกรมควบคุมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ(Inflexible)โดยทั่วไปมักใช้ในงานควบคุม หรืองานอุตสาหกรรมที่เน้นการประมวลผลแบบรวดเร็วเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจรคอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟท์ หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติในรถยนต์ เป็นต้น


เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer)




เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่องานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน(Flexible)โดยได้รับการออกแบบให้สามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทต่างๆได้โดยสะดวก โดยระบบจะทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาและเมื่อผู้ใช้ต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรียกโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใช้งานโดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลายโปรแกรมในเครื่องเดียวกันได้เช่นในขณะหนึ่งเราอาจใช้เครื่องนี้ในงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบัญชีและในขณะหนึ่งก็สามารถใช้ในการออกเช็คเงินเดือนได้ เป็นต้น


แบ่งตามความสามารถของระบบ
จำแนกออกได้เป็น4ชนิดโดยพิจารณาจากความสามารถในการเก็บข้อมูลและความเร็วในการประมวลผลเป็น      
หลักดังนี้

ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)



ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถในการประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการประมวลผลซับซ้อนและต้องการความเร็วสูง เช่นงานวิจัยขีปนาวุธงานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น


เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)



เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) หมายถึง เครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจำและความเร็วน้อยลง สามารถใช้ข้อมูลและคำสั่งของเครื่องรุ่นอื่นในตระกูล(Family)เดียวกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใดๆนอกจากนั้นยังสามารถทำงานในระบบเครือข่าย(Network)ได้เป็นอย่างดีโดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่องปลายทาง (Terminal) จำนวนมากได้สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายงาน(Multi Tasking)และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (MultiUser)ปกติเครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท ตัวอย่างของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็คือคอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ ATM และสาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง 


มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)


มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)ธุรกิจและหน่วยงานที่มีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมีราคาแพง ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กและมีราคาถูกลงเรียกว่าเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ โดยมีลักษณะพิเศษในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง(Harddisk)ในการเก็บรักษาข้อมูลสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วหน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ได้แก่ กรมกองมหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาลและ 
โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ


ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)



ไมโครคอมพิวเตอร์(Micro Computer)หมายถึงเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กมีส่วนของหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุดสามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียวจึงมักถูกเรียกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)



เข้าถึงข้อมูลได้ที่